จากน้ำหนาวถึงทุ่งแสลงหลวง

วันเสาร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
ครั้งนี้เรานัดกันเวลาเดิมคือเช้าหกโมงครึ่ง ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางหลวงหมายเลข ๑๒ มีน้ำหนาวเป็นจุดหมายแรกของการเดินทาง
.
แวะกินมื้อเช้ากันที่ร้านบ้านสวน ร้านอาหารนี้อยู่เลยป้ายบอกทางเข้าโรงพยาบาลวังน้อยไปนิดหนึ่ง เป็นอาหารแบบจานด่วน คือกับข้าวชี้ทันใจนั่นเอง
.
เราแวะจุดชมวิวที่สะพานพ่อขุนผาเมือง หรือสะพานห้วยตองซึ่งเป็นสะพานที่สูงที่สุดในประเทศ เชื่อมภูเขาสองลูกเข้าด้วยกันที่กม. ๑๘ สะพานนี้ยาว ๑๘๐ เมตรและมีตอม่อสูงที่สุดในประเทศไทย คือ ๕๐ เมตร ใครอยากลองพิสูจน์ความสูงและความเสียว ลองไปเดินบนสะพานนี้ได้ มีไหล่ทางให้เดิน ปลอดภัยในระดับหนึ่ง
.
หลังจากอิ่มท้อง เราก็ขึ้นรถ เดินทางต่อ คุยบ้างหลับบ้าง (ยกเว้นคนขับ หลับบ่ได้นา) เมื่อถึงถิ่นไก่ย่างวิเชียรบุรี แวะซื้อไก่ย่างเป็นเสบียงติดรถไว้ก่อนทั้งที่ยังไม่หิว ก็หลังจากมื้อเช้าเรายังไม่ได้ใช้พลังงานทำอะไร นอกจากนั่งคุยกับนั่งหลับ ซื้อไก่ย่างหนึ่งตัวกับส้มตำกรอบไว้ลองชิม ส้มตำกรอบก็คือเอาเส้นมะละกอมาชุปแป้งทอดแล้วแยกใส่ถุงไว้ เวลาลูกค้าสั่ง คนขายก็ตำเครื่องส้มตำปกติ แล้วใส่เส้นกรอบที่ว่านี่ทีหลัง
.
ประมาณเที่ยงครึ่ง เราผ่านร้านบ้านคุณตา ที่หล่มสัก เป็นร้านขายขนมจีนแบบจับเส้นม้วนเล็กๆ พอสองคำ เลยแวะกินมื้อกลางวันที่นี่ ที่ร้านนี้มีขายแบบเป็นชุด คือขนมจีนสองถาดพร้อมน้ำยาขนมจีนอีก ๔ อย่าง ผักหนึ่งกระจาดน้อย หนึ่งชุด ๗๐ บาท กับเป็นบุฟเฟต์อิ่มละ ๔๙ บาท ขนมหวานถาดเด่นคือขนมถ้วยในตะไลแบนที่เราต้องหยิบเพิ่มเป็นสองถาด
.
หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปน้ำหนาวกัน ไปถึงที่โน่นช่วงบ่าย ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงน้ำหนาวก็ประมาณ ๕-๖ ชั่วโมง หลังจากยกกระเป๋าเป้เข้าบ้านพักของอุทยานแล้ว ก็นั่งพักกันที่หน้าบ้าน และไปขี่จักรยานกัน พี่เอ๋อนุเคราะห์จักรยานเสือภูเขามาให้ทุกคน ถ้าไม่ได้นำจักรยานมา ที่อุทยานก็มีให้เช่าชั่วโมงละ ๒๐ บาท/คัน หรือวันละ ๑๐๐ บาท/คัน
.
มื้อเย็นของวันนี้ เราเริ่มฝากท้องกันที่ร้านป้าแดง (จริงๆ ต้องเรียกว่าอาหรือน้าถึงจะถูกวัย แต่ป้าแดงไม่ยอม) อาหารอร่อยสมคำร่ำลือ เราสั่งกับข้าวไปสี่อย่าง แต่ป้าทำให้สามอย่างเพราะกลัวเรากินไม่หมด แล้วก็จริงอย่างที่ป้าว่า สามอย่างรวมกับไก่ย่างและส้มตำที่ซื้อตุนไว้เมื่อกลางวัน อิ่มจนพุงกาง
.
พอตกค่ำ น้ำหนาวก็อุณหถูมิต่ำลงได้บรรยากาศเย็นๆ เหมือนอยู่ในห้องปรับอากาศ น้ำอาบเย็นเหมือนละลายจากน้ำแข็งแต่ก็พอทนอาบได้ ที่บ้านพักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ด้วย แถมมีป้ายท้าทายเล็กๆ ว่ามาถึงน้ำหนาวถ้าไม่อาบน้ำเย็นไม่แน่จริง งานนี้ไม่สนคำท้าครับท่าน อาบน้ำเสร็จ เราออกไปเดินดูดาว คืนนี้แรม 13 ค่ำ มืดเกือบสนิท ดาวระยิบระยับเต็มฟ้าไปหมด ยืนสู้กับความเย็นกันสักพักก็กลับห้องพัก เอาหัวซบหมอน ก่อนจะเข้าสู่นิทรารมย์ แว่วเสียงหอนมาให้ได้บรรยากาศธรรมชาติป่า
.
วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

เราลุกกันแต่เช้ามืด คือตีห้าครึ่ง ล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็ไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวภูค้อ ซึ่งไม่ไกลจากที่ทำการอุทยานเท่าไหร่นัก แล้วก็แยกย้ายหามุมจับภาพแสงแรกของวันใหม่กัน
.
เมื่อถ่ายรูปดวงอาทิตย์ขึ้นสมใจ ฟ้าสว่างดีแล้ว เราก็ไปที่สวนสนภูกุ่มข้าว ทางเข้าอยู่ กม. ๕๓ เลี้ยวเข้าถนนลูกรังประมาณ ๑๔ กิโลเมตร ตลอดทางเห็นนกเกาะต้นไม้ เดินเล่นบนถนนบ้าง ป่าสนที่นี่เป็นสนสามใบ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลแก่ หญ้าก็แห้งไล่ระดับพื้น เราเดินขึ้นเนิน “ภูกุ่มข้าว” ที่สูงประมาณ ๘๘๐ เมตร ได้ยินเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วตลอด
.
หลังจากเดินชมธรรมชาติไปตามเส้นทางเดินที่ไม่ยาวนัก เห็นกองมูลสัตว์กินหญ้าอยู่ตามทางเล็กน้อย แล้วเราก็กลับไปกินมื้อเช้าที่ร้านป้าแดง เป็นข้าวต้มร้อนๆ หอมฉุย
.
หลังจากกลับไปอาบน้ำแล้วเก็บสัมภาระขึ้นรถ แต่ยังไม่ออกจากน้ำหนาว เราแวะไปคืนกุญแจบ้านพัก ให้เจ้าหน้าที่ประทับตราอุทยานบนไปรษณียบัตร แล้วก็ขอแผนที่เส้นทางเดินป่าจากเจ้าหน้าที่ เราแยกเป็นสองคู่คือเดินกับขี่จักรยาน เราไปเดินชมเส้นทางธรรมชาติของที่นี่กันก่อน ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทางตลอด เราเดิน/ขี่จักรยานไปถึงจุดชมวิว ได้เห็นต้นปรงธรรมชาติใหญ่มาก
.
หลังจากพักชมทิวทัศน์ที่จุดชมวิวได้สักพัก เราก็กลับลงมาตามเส้นทางเดิม ตรงไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านป้าแดง (อีกแล้ว) มื้อนี้สั่งอาหารจานเดียว ปริมาณและคุณภาพความอร่อยเปี่ยมจาน หลังจากกินข้าวเสร็จ แวะไปที่ทำการอุทยานอีกครั้ง ชมวิดีโอเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวประมาณ ๕-๑๐ นาที ด้วยเพิ่งออกกำลังกายยามเช้ามา กินข้าวอิ่ม เจออากาศห้องปรับอากาศเย็นๆ เข้าไป พอเจ้าหน้าที่ปิดไฟ เราก็สลับกันสัปหงก แต่ดูรู้เรื่องนา หลังจากออกจากห้องชมสารคดีแนะนำอุทยานเสร็จ ยังมีเวลาเหลือ ตรงไปชำระหนี้กับป้าแดง สามมื้อสี่คน กินทั้งข้าว ไอติมและกาแฟกับนม ป้าคิดเงินเราแค่ ๕๓๐ บาทแถมกระดาษทิชชูให้อีกม้วน แล้วเราก็เดินเก็บรูปดอกไม้บริเวณที่ทำการฯ และหาที่ัพักเอนหลังกัน เสียงนกร้องตรงโน้นตรงนี้กล่อมให้เพลินดีจริงๆ เหมาะกับคนที่ดูนก คนฟังนกก็เคลิ้มปิดม่านตาไป วันนี้มีี้ฝนเทลงมาด้วย แต่ตกไม่ถึงสิบนาที
.
หลังจากพระพิรุณอวยพรแล้ว ก็ได้เวลาสมควรเดินทางไปที่พักเขาค้อรีสอร์ท ซึ่งอยู่ที่ กม. ๑๐๓ เราออกจากน้ำหนาวประมาณบ่ายสามโมงได้ ที่ต้องรอเวลาเพราะจะไปแวะดูดวงอาทิตย์ลาเหลี่ยมเขาที่ถ้ำผาหงษ์ เลยกะเวลาให้ถึงจุดแวะชมนั้นประมาณห้าโมงเกือบหกโมง เมื่อไปถึงก็ได้ปีนป่ายขึ้นไป ทางชันนิดหน่อย เป็นระยะทางประมาณ ๒๐๐ เมตร แค่พอได้หอบ แล้วก็นั่งเล่นพักเหนื่อยรอชมแสงสุดท้ายของวัน
.
เราไปถึงที่พักก็มืดแล้ว หลังกินข้าวเย็นด้วยความหิวเป็นพิเศษเพราะเลยเวลาปกติ ก็แยกย้ายไปนอนฟังเสียงคนร้้องเพลงให้ขี้หูเต้นระบำและฝึกภาวนาหนวกหูหนอ จะเลิกร้องหรือยังหนอ
.
วันจันทร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

ตื่นเช้ามาก็เก็บรูปดอกไม้ที่เขาค้อรีสอร์ท กินอาหารเช้า (บางคน) อาบน้ำ เก็บของขึ้นรถ จุดหมายของวันนี้คือไปอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ปกติทุ่งหญ้าแห้งสีน้ำตาลจะทอดผืนยาวใต้ทิวป่าสน แต่เนื่องจากไฟป่าเพิ่งผลาญซากหญ้าแห้งไป เราจึงได้เห็นสีเขียวของยอดหญ้า ตัดกับตะกอนเถ้าถ่านสีดำ และบรรจบผืนกับสีน้ำตาลนวลส่วนที่พ้นจากภัยเพลิง
.
ขากลับออกจากทุ่งแสลงหลวง หญิงเก่งประจำทริปขี่จักรยานลิ่วลมนำรถ แสดงฝีมือไม่ล้มสักครั้งในทริปนี้ เก่งมากๆ
.
หลังจากให้เจ้าหน้าที่ประทับตราอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงแล้ว เราตรงไปหนองแม่นา ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของแมงกะพรุนน้ำจืด หลังกินกลางวันที่ร้านเสาวรส ก็ไปที่แก่งบางระจันเผื่อว่าจะได้เห็นแมงกะพรุน แต่ยังไม่ถึงเวลาที่แมงกะพรุนจะผุดขึ้น จึงได้เห็นแต่ลำน้ำอาศัยเท่านั้น หลังจากนั้นเราก็หากาแฟดื่มที่น้ำตกศรีดิษฐ์ ก่อนบ่ายหน้าเข้ากรุงเทพฯ แวะพิสูจน์เนินมหัศจรรย์ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๑๗-๑๘ ก่อนพักเครื่องยนต์กินข้าวต้มมื้อค่ำ่้ำ่ำที่สระบุรี ถึงกรุงเทพฯ ประมาณสองทุ่ม
.
ขอบคุณและขอบใจเพื่อนร่วมทาง ดังนี้
- พี่เอ๋ - นักขี่จักรยานเสือภูเขา นักดูนก คนนำทางที่เชี่ยวชาญเส้นทางเป็นอย่างดี ขอบคุณมากๆ ค่ะี่
- หญิง - ทำได้ทุกอย่าง กินได้เรื่อยๆ ถ่ายรูปได้เรื่อยๆ คุยได้เรื่อยๆ
- แมรี่ - กินน้อยแต่ร่วมกิจกรรมได้ไม่เกี่ยง สารพัดความสามารถพิเศษ
.
ภาพประกอบในทริปนี้ เป็นฝีมือการถ่ายภาพของหญิง แมรี่ และหม่อง
.
ข้อมูลก่อนเดินทาง
- อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว
- เขาค้อรีสอร์ท
- อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
- เที่ยวเพชรบูรณ์ไปกับนายมะขาม
- เทรคกิ้งไทย.คอม






ภาพสวยๆ ทั้งนั้นเลยนะคะ
ชอบ “กับข้าวชี้ทันใจ” เรียกได้น่ารักจัง
ถ้ามีโอกาสได้ไป ต้องไปชิมรสมือป้าแดงให้ได้
พี่หม่องการันตีขนาดนี้ ต้องลอง!!